ในอดีตผลิตภัณฑ์จำนวนมากถูกทำมาจากอีโบไนต์ (ebonite) แล้วอีโบไนต์คืออะไรและในปัจจุบันยังคงมีการใช้งานอยู่หรือไม่?

ตอบ : คำถามนี้ทำให้ผู้เขียนตระหนักถึงความจริงที่ว่าจนกระทั่งเดี๋ยวนี้เรายังไม่ได้ให้ความสนใจใดๆ กับอีโบไนต์ ซึ่งเป็นสมาชิกที่สำคัญชนิดหนึ่งของครอบครัวยางธรรมชาติ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันดีที่จะแก้ไขการละเลยนี้ เพราะจริงๆ แล้วผลิตภัณฑ์อุปโภคและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหลายๆ ผลิตภัณฑ์ทำมาจากอีโบไนต์ แม้ว่าผลิตภัณฑ์อุปโภคขณะนี้ส่วนใหญ่ทำมาจากพลาสติกไม่ว่าจะเทอร์โมพลาสติกหรือเทอร์โมเซต แต่อีโบไนต์ก็ยังคงมีการใช้งานอยู่ในผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม

       อีโบไนต์คืออะไร อีโบไนต์หรือที่คนทั่วไปเรียกว่ายางแข็ง แท้จริงแล้วคือยางธรรมชาติที่มีระดับความหนาแน่นของการเชื่อมโยงที่สูงมากนั่นเอง โดยทั่วไปในการผลิตยางอีโบไนต์นั้นจะมีการใช้ปริมาณกำมะถันในการคงรูปยางสูงมากคือประมาณ 30 ส่วนต่อยาง 100 ส่วนโดยน้ำหนัก (phr) ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ยางทั่วๆ ไปจะมีปริมาณกำมะถันอยู่เพียง 1-3 phr เท่านั้นเอง ความหนาแน่นของการเชื่อมโยงที่สูงมากนี้จะส่งผลทำให้ยางอีโบไนต์มีสมบัติทั้งแข็งและเหนียว โดยทั่วไปแล้วอีโบไนต์จะมีความแข็งอยู่ที่ประมาณ 60-95 Shore D มีค่าความทนทานต่อแรงดึง (Tensile strength) อยู่ในช่วง 7-30 MPa และมีค่าการยืดตัว ณ จุดขาด (elongation at break) ประมาณร้อยละ 5-15 เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวัลคาไนซ์แล้วจะไม่มีพันธะคู่ ดังนั้นอีโบไนต์จึงมีความต้านทานต่อการเสื่อมสภาพอันเนื่องมาจากความร้อนและโอโซนสูง อีกทั้งยังทนต่อสารเคมีได้หลากหลายชนิดโดยเฉพาะสามารถทนต่อกรดได้ดีมาก

       อย่างไรก็ดี เนื่องจากอีโบไนต์ก็มีข้อเสียคือค่อนข้างจะเปราะและแตกง่าย ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการนำเอาพลาสติกมาใช้แทนอีโบไนต์ในการผลิตผลิตภัณฑ์อุปโภค

       เนื่องจากความแข็งของอีโบไนต์เกิดขึ้นหลังจากที่ยางได้รับการวัลคาไนซ์แล้ว ดังนั้นอีโบไนต์ที่ยังไม่ได้ผ่านการวัลคาไนซ์ก็จะมีสมบัติเหมือนยางคอมพาวด์ทั่วไปคือนิ่ม (soft) ดังนั้นยางอีโบไนต์จึงมีขั้นตอนการผลิตเหมือนกับยางทั่วไป ยกเว้นหลังจากผ่านการวัลคาไนซ์แล้วเท่านั้นที่อีโบไนต์จะมีสมบัติที่แตกต่างไป

       สำหรับการใช้งานทางด้านเทคนิคนั้น อีโบไนต์ยังคงเป็นวัสดุที่มีความเหมาะสมและน่าใช้อยู่มาก ตัวอย่างเช่น อีโบไนต์ยังคงใช้เป็นวัสดุสำหรับบุภายในของปั๊ม แท็งค์ และท่อ ( inner lining of pumps, tanks and pipes ) ในอุตสาหกรรมเคมี สาเหตุที่ต้องใช้อีโบไนต์เคลือบผิวโลหะก็เพื่อป้องกันการกัดกร่อนของกรดหรือสารเคมีอื่นๆ ที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูงหรือป้องกันไม่ให้ตัวกลางที่มีความคม (abrasive medium) สัมผัสกับผิวโลหะโดยตรง ซึ่งในกรณีนี้อีโบไนต์จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งาน ในการใช้งานนี้สามารถทำได้โดยนำแผ่นยางคอมพาวด์ที่ยังไม่ได้วัลคาไนซ์ไปปูบนพื้นผิวที่ต้องการจะป้องกัน จากนั้นก็จะทำการวัลคาไนซ์ยางในเวลาต่อมา ข้อดีของอีโบไนต์คือสามารถเชื่อมติดกับเหล็กได้ดีมากโดยไม่ต้องใช้สารเคลือบ ( primer ) หรือสารเคมีอื่นๆ เข้าช่วย ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญมากของอีโบไนต์เมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุป้องกันชนิดอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะมีการนำวัสดุอื่นมาใช้แทนอีโบไนต์สำหรับการใช้งานในลักษณะนี้ภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า

       นอกจากนี้ยังมีการนำอีโบไนต์ไปใช้งานในลักษณะอื่นๆ อีก เช่น การใช้อีโบไนต์เป็นชั้นกาวระหว่างโลหะกับยางนิ่ม หรือใช้ผลิตลูกโบว์ลิ่งและส่วนของเครื่องดนตรีที่ใช้ปากเป่า

ที่มา : Natuurrubber33 – 1 st quarter 2004 (Newsletter of the Rubber Foundation information Center for Natural Rubber- RUBBER-STICHTING 1936)