การมีไนโตรซามีนในถุงยางอนามัย เสื่ยงจริงหรือไม่?

ตอบ : เมื่อเร็วๆ นี้ในเยอรมนีได้มีการตื่นตกใจเกี่ยวกับระดับของสารไนโตรซามีนที่วัดได้ในถุงยางอนามัย จากการที่พบถุงยางอนามัยยี่ห้อหนึ่ง มีปริมาณไนโตรซามีนสูงกว่าปริมาณที่อนุญาตในจุกนมถึง 66 เท่า จึงทำให้ถุงยางอนามัยรสช็อคโกแลตชนิดนี้ถูกเก็บออกจากตลาด โดยมีข้อสันนิษฐานว่าสารไนโตรซามีนส่วนใหญ่ที่พบในถุงยางอนามัยชนิดนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับช็อคโกแลต เพราะเป็นที่รู้กันว่าในระหว่างกระบวนการผลิตช็อคโกแลตนั้น มักมีการปนเปื้อนด้วยสารไนโตรซามีน อย่างไรก็ตาม ถุงยางอนามัยชนิดอื่นๆ จำนวนมากก็มีระดับของสารไนโตรซามีนสูงกว่าระดับที่กำหนดไว้ในจุกนมด้วยเช่นกัน

       ปริมาณไนโตรซามีนสูงสุดที่กำหนดไว้ของจุกนมคือ 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม (หรือ 10 ส่วนในพันล้านส่วน) ซึ่งหมายความว่าจุกนมที่มีน้ำหนัก 5 กรัมจะอนุญาตให้มีปริมาณไนโตรซามีนได้สูงสุด 0.05 ไมโครกรัม อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับความร้อน สารเคมีอื่นๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากกระบวนวัลคาไนเซชันก็สามารถเปลี่ยนไปเป็นสารไนโตรซามีนได้เช่นกัน นั่นหมายความว่าการฆ่าเชื้อจุกนมด้วยวิธีการสเตอริไลซ์ในน้ำร้อนอาจจะนำไปสู่การเพิ่มปริมาณของสารไนโตรซามีนในยางได้

       อย่างไรก็ดี เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดกับถุงยางอนามัยเพราะถุงยางอนามัยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้เพียงครั้งเดียว ดังนั้นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากปริมาณสารไนโตรซามีนที่มีอยู่หลังกระบวนการผลิตเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นถุงยางอนามัยจะถูกนำไปใช้กับผู้ใหญ่ซึ่งมีความต้านทานต่อสารไนโตรซามีนสูงกว่าเด็กถึงประมาณ 100 เท่า สมมติว่าถุงยางอนามัยที่มีปริมาณไนโตรซามีน 200 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก ปริมาณไนโตรซามีนทั้งหมดในถุงยางอนามัยที่มีน้ำหนัก 1.5 กรัม คือ 0.3 ไมโครกรัม ค่าเฉลี่ยของปริมาณสารไนโตรซามีนที่ได้รับต่อวันจากการกินและดื่มคือ 0.2 ไมโครกรัมสำหรับผู้หญิง และ 0.3 ไมโครกรัมสำหรับผู้ชาย นั่นหมายความว่าถ้าร่างกายของเราสามารถดูดซึมสารไนโตรซามีนที่มีอยู่ในถุงยางอนามัยได้ทั้งหมด แต่ปริมาณที่ถูกดูดซึมเข้าไปนั้นก็มีค่าเท่ากับปริมาณที่ร่างกายได้รับในแต่ละวันจากการกินและดื่มอยู่แล้ว ในทางปฏิบัติระดับปริมาณของไนโตรซามีนที่มีในถุงยางอนามัยส่วนใหญ่จะต่ำกว่า 200 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมมาก ถุงยางอนามัยบางยี่ห้อมีปริมาณไนโตรซามีนที่ตกค้างต่ำกว่าปริมาณที่กำหนดในจุกนม และปริมาณไนโตรซามีนทั้งหมดที่มีอยู่ในถุงยางอนามัยก็ไม่สามารถจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งหมด สำหรับจุกนมของเด็กจะมีสถานการณ์ที่แตกต่างกันเพราะว่าจุกนมนั้นมีการใช้วันละหลายครั้งและใช้โดยการดูดเข้าปากโดยตรง

       สมมติว่าปริมาณสารไนโตรซามีนที่มีอยู่ในจุกนมนั้นถูกพิจารณาว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย และการกินบาร์บีคิวหรือการกินปลาและผักขมนั้นก็จะทำให้ร่างกายได้รับสารไนโตรซามีนในปริมาณที่สูงกว่ามาก ดังนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าการใช้ถุงยางอนามัยโดยทั่วไปนั้นปลอดภัยแม้ว่ามันจะมีปริมาณไนโตรซามีนในระดับสูงก็ตาม

       อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นประจำก็อาจจะมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงอยากแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยที่มีปริมาณไนโตรซามีนอยู่ในระดับต่ำ

ที่มา : Natuurrubber34 – 2 nd quarter 2004 (Newsletter of the Rubber Foundation information Center for Natural Rubber- RUBBER-STICHTING 1936)