ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพเร็วจริงหรือ?

ตอบ : คำถามนี้ทำให้คนส่วนมากเป็นกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในแถบอากาศอบอุ่นก็จะยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของถุงยางอนามัย

       ในหลายๆ ประเทศกำหนดให้ถุงยางอนามัยต้องผ่านข้อกำหนดตามมาตรฐาน ISO 4074 ซึ่งนอกจากจะมีข้อกำหนดที่เกี่ยวกับความแข็งแรง การไม่มีรูรั่วและข้อบกพร่องอื่นๆ ของถุงยางอนามัยแล้ว มาตรฐานนี้ยังรวมเอาข้อกำหนดที่เกี่ยวกับสมบัติของถุงยางอนามัยหลังการบ่มเร่งไว้ด้วย

       ในช่วงเวลาหลายๆ ปีที่ผ่านมา ผู้เขียน (Jaap Havinga) ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทดสอบตัวอย่างถุงยางอนามัย เพื่อควบคุมคุณภาพและแผนกของเขาได้ดำเนินการทดสอบคุณภาพของตัวอย่างจำนวนหลายร้อยชิ้นที่ได้รับมาจากลูกค้า บ่อยครั้งที่เขาได้รับตัวอย่างถุงยางอนามัยในปริมาณที่มากเกินกว่าที่เขาต้องการใช้ในการทดสอบจริง ดังนั้นเขาจึงได้นำตัวอย่างถุงยางอนามัยส่วนที่เหลือจากการทดสอบในครั้งแรกมาทำการทดสอบอีกครั้งหลังจากเก็บตัวอย่างไว้เป็นเวลานาน เขาพบว่าถุงยางอนามัยที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องในสภาพที่ยังไม่ได้แกะห่อนั้นยังคงรักษาความแข็งแรงหรือยังคงมีความสามารถในการยืดตัวที่ดี (สมบัติไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ) แม้ว่าจะเก็บตัวอย่างมานานกว่า 12 ปี และทุกครั้งที่พบว่าสมบัติของยางเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เราก็จะพบว่าตัวอย่างถุงยางอนามัยชิ้นนั้นมักจะอยู่ในห่อที่ไม่ได้ปิดผนึกอย่างดี (อากาศสามารถเข้าไปในห่อได้)

       ดังนั้นคำถามนี้สามารถจะตอบได้ 2 กรณี คือ ทั้งใช่และไม่ใช่ กรณีที่ใช่ คือ เมื่อสิ่งห่อหุ้มถุงยางอนามัยไม่สามารถกันอากาศที่จะเข้าไปในผลิตภัณฑ์ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการผลิต วัสดุที่ใช้หรือการเกิดการเสียหายแก่ห่อผลิตภัณฑ์ คุณภาพของถุงยางอนามัยจะลดลงอย่างรวดเร็วและจะไม่สามารถใช้งานได้ แม้ว่าจะนำมาใช้ก่อนการหมดอายุที่ระบุไว้บนซอง และในกรณีที่ไม่ใช่ คือ คุณภาพของถุงยางอนามัยจะถูกรักษาไว้ให้เหมือนเดิม ถ้าซองบรรจุไม่เกิดการฉีกขาดหรือมีอากาศเข้าไปในซอง คุณภาพของถุงยางอนามัยจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงมากนักแม้ว่าถุงยางอนามัยจะหมดอายุไปหลายปีแล้วก็ตาม

       ปัจจุบันมาตรฐาน ISO 4074 ได้กำหนดให้ผู้ผลิตระบุอายุการใช้งานของถุงยางอนามัย โดยการบอกวันหมดอายุ ซึ่งจะกำหนดอายุการใช้งานของถุงยางอนามัยใหม่แต่ละชนิดไว้ไม่เกิน 5 ปี แต่ในความเห็นของผู้เขียนคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดอายุของถุงยางอนามัยไว้ที่ 5 ปี เพราะจริงๆ แล้วการกระทำดังกล่าวเป็นการตั้งข้อกำหนดที่เข้มงวดมากเกินไป เนื่องจากการทดสอบการเร่งการเสื่อมสภาพที่ได้อธิบายไว้ในมาตรฐานนี้ไม่ได้มีความหมายมากนักในกรณีของการทดสอบถุงยางอนามัยที่อยู่ในซอง การเสื่อมสภาพของถุงยางอนามัยที่มีผนังบางนั้น สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือผลจากอิทธิพลของออกซิเจน โดยปกติแล้วปริมาณของออกซิเจนภายในซองบรรจุนั้นจะมีน้อยมากจนไม่เพียงพอที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดการเสื่อมคุณภาพอย่างร้ายแรงของยาง เมื่อออกซิเจนที่มีอยู่ในซองทั้งหมดถูกใช้ไป การเกิดการเสื่อมสภาพจะเกิดขึ้นต่อไปได้ก็ต่อเมื่อมีออกซิเจนจากภายนอกซึมผ่านเข้าไปในซองเท่านั้น

       ผู้เขียนได้เสนอข้อคิดเห็นส่วนตัวว่า การทดสอบคุณภาพของถุงยางอนามัยนั้นน่าจะทำการทดสอบ 2 แบบ คือ 1) การทดสอบอย่างง่ายเพื่อตรวจสอบว่าถุงยางอนามัยนั้นมีความทนทานต่อการเสื่อมสภาพได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้หรือไม่ (แท้จริงก็คือการตรวจสอบว่าได้มีการเติมสารต้านการเสื่อมสภาพลงไปในยางด้วยหรือไม่) และ 2) การทดสอบประสิทธาภพของการบรรจุซองเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการรั่วซึมของอากาศเข้าไปในซอง สำหรับการทดสอบที่ได้อธิบายไว้ในมาตรฐานส่วนใหญ่เป็นการทดสอบความต้านทานต่อการเสื่อมสภาพโดยทำการบ่มเร่งชิ้นตัวอย่างที่อุณหภูมิสูง แต่โดยปกติแล้วถุงยางอนามัยมักถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง ดังนั้นผู้ทดสอบจึงอาจจะไม่สามารถนำผลการทดสอบที่ได้ไปสรุปถึงพฤติกรรมจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการเก็บที่อุณหภูมิห้อง ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงคิดว่าวันหมดอายุของถุงยางอนามัย จึงสามารถยืดออกไปได้อีก

       สรุปก็คือ ถุงยางอนามัยที่อยู่ในซองบรรจุที่เหมาะสมและเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้องจะไม่เกิดการเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว และอาจจะสามารถนำไปใช้งานได้แม้ว่าจะเลยวันหมดอายุที่ระบุไว้บนซองบรรจุแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามถ้าทันทีที่ซองบรรจุไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยเพียงพอ ยางที่ใช้ทำถุงยางอนามัยอาจจะเสื่อมคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะเพิ่งผลิตมาเพียงหนึ่งสัปดาห์หรือหนึ่งเดือน ทั้งนี้อัตราการเสื่อมคุณภาพของถุงยางอนามัยนั้นขึ้นอยู่กับการป้องกันยางจากการออกซิเดชันโดยตรง ดังนั้นการเสื่อมสภาพจึงขึ้นกับชนิดและปริมาณของสารต้านการเสื่อมสภาพที่ใช้

ที่มา : Natuurrubber36 – 4 th quarter 2004 (Newsletter of the Rubber Foundation information Center for Natural Rubber- RUBBER-STICHTING 1936)