ยางธรรมชาติเป็นวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างไร?

ตอบ : คำถามนี้เป็นคำถามที่มีการถามกันมากในสมัยก่อน แม้แต่ในขณะนี้ก็ยังคงเป็นคำถามที่น่าสนใจอยู่ ก่อนอื่นเราจะต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่เราให้คำจำกัดความว่า “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” การ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” เริ่มจากแหล่งที่มาของการใช้ยางธรรมชาติ ซึ่งเกี่ยวเนื่องตั้งแต่การปลูกยางธรรมชาติ วัฏจักรของการเจริญเติบโตของต้นยาง การกรีดน้ำยาง การผลิตยางครัมพ์ (crump rubber) การผลิตยางล้อและการกำจัดยางล้อที่หมดอายุการใช้งาน ซึ่งทุกขั้นตอนจะต้องมีส่วนในการทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

       ขอให้ผู้เขียนได้อธิบายถึงว่ายางธรรมชาตินั้น “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ได้อย่างไร การผลิตยางธรรมชาติเริ่มต้นด้วยการปลูกเมล็ดพันธุ์ จากนั้นก็จะได้ต้นยางที่เติบโตขึ้น โดยหลักการแล้วหากไม่มีการใช้สารเคมีหรือปุ๋ย (ปล่อยให้ต้นยางเติบโตขึ้นเองตามธรรมชาติ) ก็จะเห็นว่าขั้นตอนนี้สามารถที่จะ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” ได้ หลังจากที่ต้นยางเติบโตได้หลายปีก็จะเริ่มทำการกรีดน้ำยาง แน่นอนว่าการกรีดนี้จะทำให้เกิดแผลแก่ต้นยางและดังนั้นเราไม่อาจพิจารณาได้ว่าขั้นตอนนี้ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” อย่างไรก็ตามต้นยางนั้นก็จะยังคงสามารถจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยง่ายและยังสามารถเจริญเติบโตได้โดยปราศจากปัญหา นอกจากนี้ในระหว่างที่ต้นยางเจริญเติบโต ต้นยางจะช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงถือว่า “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” อย่างมาก ซึ่งการเจริญเติบโตของต้นยางก็ไม่ต้องการพลังงานอื่นใดนอกจากพลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้นเอง

       หลังจากการกรีดต้นยางแล้วสารเคมีชนิดแรกก็จะเข้ามามีบทบาท ได้แก่ แอมโมเนีย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการรักษาสภาพน้ำยาง ขั้นตอนนี้แม้ว่าจะไม่ค่อยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่าใดนัก แต่ว่าประมาณ 40 % ของน้ำยางที่กรีดได้จะถูกแปรรูปไปเป็นยางก้นถ้วย (cup lump) ซึ่งยางก้นถ้วยเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้แอมโมเนียในการรักษาสภาพ ดังนั้นในภาพรวมขั้นตอนนี้จึงยังคงจัดเป็นขั้นตอนที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง

       น้ำยางธรรมชาติที่ถูกทำให้เสถียรแล้วจะถูกนำไปทำให้มีความเข้มข้นสูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้วิธีการปั่นเหวี่ยง (centrifuging) ส่วนน้ำที่เหลือทิ้งจะมีปริมาณแอมโมเนียเล็กน้อยผสมกับน้ำตาลและโปรตีน หลังจากนั้นก็จะได้น้ำยางที่พร้อมสำหรับนำไปใช้ผลิตน้ำยางคอมพาวด์ต่อไป ส่วนยางก้นถ้วยก็จะถูกนำมาบดและรีดด้วยน้ำหลายครั้งๆ และทำให้แห้งในตู้อบก่อนที่จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยางคอมพาวด์ ซึ่งพลังงานที่ใช้สำหรับขั้นตอนเหล่านี้ประมาณ 18 กิกกะจูล (Giga Joule) ต่อตัน ซึ่งน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ในการผลิตยางสังเคราะห์ถึง 6-10 เท่า

       การผลิตยางคอมพาวด์ คือการเติมสารเคมีต่างๆ ลงในยางซึ่งจะใช้สารเคมีชนิดและปริมาณเท่าใดนั้นก็ขึ้นกับความต้องการใช้งาน ยางคอมพาวด์ที่ได้ก็จะถูกนำไปขึ้นรูปโดยวิธีต่างๆ เช่น การใช้แม่พิมพ์ ในระหว่างการขึ้นรูปยางคอมพาวด์จะได้รับความร้อนซึ่งจะส่งผลทำให้สมบัติของยางเปลี่ยนไปกลายเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยทั่วไปสารเคมีที่นำมาใช้ผสมกับยาง ได้แก่ กำมะถัน ซิงค์ออกไซด์ กรดสเตียริค และสารเคมีอื่นๆ ที่ช่วยเร่งกระบวนการวัลคาไนเซชัน นอกจากนี้บ่อยครั้งที่ยังมีการเติมเขม่าดำและพลาสติไซเซอร์บางชนิดอีกด้วย ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่จัดว่า “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” แต่กระบวนการเหล่านี้ก็เป็นกระบวนการที่ใช้เหมือนกันกับยางทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์ นอกจากนี้กระบวนการเกิดวัลคาไนเซชันมักเกิดที่อุณหภูมิสูงซึ่งหมายถึงการใช้พลังงานความร้อนจำนวนมาก ดังนั้นกระบวนการวัลคาไนเซชันนี้จึงไม่ถือว่า “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

       หลังจากผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางธรรมชาติหมดอายุการใช้งาน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็จะถูกทิ้ง โดยอาจจะอยู่ในรูปของขยะยางหรืออาจถูกนำไปเผาในเตาเผา ถ้านำไปเผาในเตาเผาก็จะได้พลังงานมหาศาลกลับคืนมาเพราะยางธรรมชาติถูกสร้างขึ้นมาจากสายโซ่ไฮโดรคาร์บอนคล้ายๆ กับน้ำมัน สำหรับการเผายางสังเคราะห์ส่วนใหญ่ก็จะให้พลังงานกลับคืนมาด้วยเช่นกัน

       ในส่วนของยางที่ถูกทิ้ง ปกติผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางธรรมชาติจะย่อยสลายไปได้เอง แต่ก็อาจมีสารเคมีที่ตกค้างอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม อัตราการสลายตัวของยางธรรมชาติส่วนใหญ่ก็จะสูงกว่าอัตราการสลายตัวของยางสังเคราะห์มาก (ขึ้นอยู่กับว่าเป็นยางสังเคราะห์ชนิดใด ซึ่งยางสังเคราะห์บางชนิดอาจจะไม่สามารถสลายตัวได้เลย) นอกจากนี้ยางธรรมชาติมีความเป็นไปได้มากกว่าที่จะนำมารีไซเคิลเมื่อเปรียบเทียบกับยางสังเคราะห์ส่วนใหญ่

       กลับมาที่คำถามข้างบน เราสามารถสรุปได้ว่า ยางธรรมชาตินับว่าเป็นวัสดุที่ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับยางสังเคราะห์

ที่มา : Natuurrubber30 – 2 nd quarter 2003 (Newsletter of the Rubber Foundation information Center for Natural Rubber- RUBBER-STICHTING 1936)